วันจันทร์ที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

การศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง






การศึกษาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

การปลูกผักสวนครัวแบบเศรษฐกิจพอเพียง การปลูกผัก กินเองตามมีตามเกิด กับการปลูกผักสวนครัวรั้วกินได้แบบพอเพียง ไม่เหมือนกันซะทีเดียว แต่ก็ไม่ได้หนีห่างกันไปมากนัก เพราะความพอเพียง อยู่ที่ตัวเรากำหนดเองว่า แค่ไหน ระดับใด ขนาดไหนถึงจะไหว และขนาดไหนถึงจะเรียกว่า เกินตัว เพราะคำว่า พอเพียง ที่เป็นหลักเศรษฐกิจพอเพียงหลายๆ คนก็ทราบกันดีอยู่แล้วไม่ต้องอธิบายซ้ำไปมา แต่การอยู่รอดในแบบเศรษฐกิจพอเพียงด้วยการปลูกผักสวนครัวกินเองนั้น ไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยากเสมอไป ทุกวันนี้หลายๆ ครั้งหากมีภัยพิบัติเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเกิดในแห่งหนตำบลใด ก็มีผลกระทบมาถึงตัวเราเสียหมด แม้ว่าแหล่งที่เกิดจะไกลออกไปอยู่คนละซีกโลก แต่กระนั้นผลกระทบมันก็ยังตามมาหลอกมาหลอนให้เราได้ลำบากได้เจ็บช้ำกันอยู่ดี ไม่ว่าจะด้วยพิษเศษรฐกิจ หรือผู้บริหารประเทศที่ผิดพลาดในการบริหาร และปัญหาอื่นๆ ยังไงแล้ว ประชาชนอย่างเราๆ ก็ยังต้องแบกรับภาระไม่มากก็น้อยอยู่ดี ดังนั้น การไม่มีปัญหา หรือมีปัญหาเดือดร้อนให้น้อยที่สุดอาจเป็นทางรอดสุดท้ายที่เราจะพอกระทำได้ ด้วยการพึ่งพาตนเองแบบพอเพียง ตามแนวพระราชดำริของในหลวง ผักหลายๆ ชนิดไม่จำเป็นต้องหาซื้อมาจากท้องตลาด แต่สามารถปลูกเองที่บ้านได้โดยกรรมวิธีการปลูกที่ไม่ยุ่งยาก เรียกว่า ผักสวนครัว ปลูกง่าย โตเร็ว ได้ผลผลิตไว้กินในครัวเรือนได้เป็นอย่างดี ลดภาระค่าใช้จ่ายได้อย่างต่อเนื่อง แต่ไม่เหมาะจะปลูกเป็นการค้า เพราะครั้งนี้เราเน้น พอเพียงอย่างจริงจัง การรับประทานเหลือแล้วนำไปขายคงไม่เหมาะ เพราะแทบจะทุกครัวเรือน มีผักชนิดนี้อยู่ คงไม่ดีหากจะหอบหิ้วเอาผักที่ปลูกที่กินเหลือไปขายอย่างละนิดละหน่อย เพราะในความเป็นจริง ตลาดสดใกล้บ้านก็มีผู้ขายมากรายอยู่แล้ว มีความเป็นไปได้อย่างดีที่สุดคือการเดินเร่ขายตามบ้าน ในชุมชนที่ห่างไกลตลาดสดที่อาจพอจะหาได้ราย ได้บ้าง วันละ 100-200 บาท
ผักสวนครัว ปลูกง่าย โตเร็ว แบบเศรษฐกิจพอเพียง การปลูก ตะไคร้ ขุดดินและตากดินไว้ประมาณ 7 – 10 วัน ย่อยดินให้ละเอียด ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักคลุกเคล้าให้เข้ากับดินที่จะปลูกก่อนนำตะไคร้ไปปลูก โดยนำพันธุ์ที่เตรียมไว้ตัดใบออก ให้เหลือต้นยาว ประมาณ 30 – 40 เซนติเมตร มาแช่น้ำประมาณ 5 – 7 วัน เพื่อให้รากงอก รากที่แก่เต็มที่จะมีสีเหลืองเข้ม นำไปปลุกในแปลงวางต้นพันธุ์ ให้เอียง 45 องศา ไปด้านใดด้านหนึ่งแล้วกลบดิน จากนั้นรดน้ำให้ชุ่ม ตะไคร้อายุประมาณ 2 เดือนก็สามารถนำมาทำอาหารได้แล้ว การปลูก ข่า ขุดหลุมพรวนดิน และตากดินไว้ 1 อาทิตย์ แล้วผสมกับปุ๋ยอินทรีย์ที่หาได้เอง แกลบดิบ เศษหญ้า เศษฟาง เศษใบไม้ ต้องเป็นพื้นที่ที่น้ำท่วมไม่ถึง ใช้ฟางหรือเศษวัชพืชแห้งคลุมหน้าดิน แล้วรดด้วยน้ำจุลินทรีย์ เพื่อเป็นการบ่มดิน ใช้หัวหรือแง่งแก่จัด จะให้ผลดีกว่าหัวหรือแง่งอ่อน ตัดเป็นท่อนยาว 3-4 นิ้ว มีข้อ ตา 4-5 ตา แผลที่เป็นรอยตัด ให้เอาปูนแดงกินหมากทาทุกแผล จากนั้นให้นำไปผึงลมในร่มปล่อยทิ้งไว้ให้แห้ง จึงนำไปปลูกโดยการวางท่อนพันธุ์แบบนอนทางยาว โดยให้ส่วนตาชี้ขึ้นด้านบน จัดรากให้ชี้กางออกรอบทิศทาง ใส่หลุมละ 1-2 หัว ห่างกัน 1-2 ฝ่ามือ แล้วกลบดินโดยทำเป็นโคกสูงขึ้นมาเล็กน้อยๆ ไม่ต้องกดดินให้แน่น แล้วคลุมหน้าดินด้วยฟางหรือเศษหญ้าแห้งใบไม้แห้ง เพื่อเก็บรักษาความชื้นหน้าดิน หลังจากที่ปลูกเสร็จแล้วให้รดน้ำตาม หลังจากปลูกไปแล้วประมาณ 15-20 วัน รากจะเริ่มเดิน ในช่วงนี้ควรให้น้ำ 2-3 วัน/ครั้ง และให้น้ำผสมปุ๋ยน้ำทำเอง 7-10 วันครั้งเดี๋ยวก็โตเป็นต้นต่อไป การปลูก ขมิ้น ขมิ้นชันสามารถขึ้นได้ดีในดินทุกชนิด แต่ที่เหมาะสมควรเป็นดินที่ระบายน้ำดี น้ำไม่ท่วมขัง ถ้าเป็นดินเหนียวควรใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกก่อนเพื่อปรับปรุงคุณภาพของดิน การเตรียมดินก็ต้องพรวนดินก่อน การปลูกขมิ้นชันอาจใช้ท่อนพันธุ์ได้ 2 ลักษณะคือใช้หัวแม่ และใช้แง่ง ถ้าปลูกโดยใช้หัวแม่ที่มีรูปร่างคล้ายรูปไข่ขนาดน้ำหนักประมาณ 15-50 กรัม/หัว ขมิ้นชัน เมื่อเริ่มงอกยาวประมาณ 5-10เซนติเมตร ต้องรีบทำการกำจัดวัชพืช เนื่องจากขมิ้นชันหลังจากงอกจะเจริญเติบโตแข่งกับวัชพืชไม่ได้ และใส่ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต อัตรา 50 กก./ไร่ เมื่อกำจัดวัชพืชครั้งที่ 2 ควรพรวนดินกลบโคนแถวขมิ้นชันด้วย หลังจากนั้นกำจัดวัชพืชอีก 2-3 ครั้งก็พอ การปลูก มะกรูด มะกรูดปลูกได้ดีในดินทุกชนิด ระยะปลูกมะกรูดนั้นปลูกได้หลายระยะ ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์และพื้นที่ของผู้ปลูก ซึ่งระยะปลูกไม่ควรติดกันเกิน 1 เมตร การเตรียมเดินเหมือนการปลูกไม้ผลทั่วไป ขุดหลุม รองก้นหลุมด้วยขี้วัวผสมดิน น้ำต้นกล้าลงปลูก กลบดิน รดน้ำ คลุมฟาง และทำหลักปักกับต้นเพื่อกันโยกเวลาลมพัด ในการปลูกปีแรกนั้นแนะนำว่าควรทำที่พรางแสง หรืออาจจะปลูกต้นกล้วยระหว่างแถว ซึ่งทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะการปลูกของผู้ปลูกแต่ละราย

about me

my name is surapee

คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ( computer   Assisted   instruction   CAI )   หมายถึง  การนำ

คอมพิวเตอร์มาช่วยในการนำเสนอเนื้อหากิจกรรมการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบวิถีทางของการสอนรายบุคลโดยอาศัยความสามารถของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่จะจัดหาประสบการณ์ที่มีความสัมพันธ์กันมีการแสดงเนื้อหาตามลำดับที่ต่างกัน

                          ด้วยบทเรียนโปรแกรมที่เตียมไว้อย่างเหมาะสมซึ่งสามารถรูเนื้อหาและฝึกทักษะจากคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียนันหมายถึงการนำสื่อหลายชนิดมาผสมผสานเข้าด้วยกันโดยใช้คอมพิวเตอร์เป็นตัวควบคุมให้ทุกอย่างแสดงผลที่หน้าจอ  ประกอบด้วย  ภาพลายเส้น  ภาพเคลื่อนไหวเสียงตลอดจนตัวอักษรและเนื้อหาเพื่อจัดระเบียบเนื้อหาความรู้ที่จะแสดงผลออกมาจากตัวแสดงผลของคอมพิวเตอร์

 


ประวัติมวยไทย
 
1. มวยไทยกับคนไทย
....จากการจำแนกเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ คนไทยมีเชื้อชาติอยู่ในกลุ่มมองโกเลีย ลักษณะร่างกายโดยทั่วไปตัวเล็กกว่าคนที่อาศัยอยู่ในเขตหนาว ความสูงโดยเฉลี่ย 5 ฟุต 3 นิ้ว ร่างกายล่ำสัน สมส่วน ทะมัดทะแมง น้ำหนักตัวน้อย มีความคล่องตัวและยืดหยุ่นสูง มือมีเนื้อนุ่มนิ่ม ผิวสีน้าตาลอ่อน ผมดกดำ ขนตามตัวมีน้อย เคราไม่ดกหนา รูปศีรษะเป็นสัดส่วนดี ลูกตาสีดำตาขาวมีสีเหลืองเล็กน้อย กระพุ้งแก้มอวบอูม ใบหน้ากลม เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศเป็นเมืองร้อนใกล้เส้นศูนย์สูตรประชาชนส่วนใหญ่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ ใช้เรือเป็นพาหนะ จึงทำให้คนไทยสวมเสื้อผ้าน้อยชิ้น ไม่สวมหมวกและรองเท้า สามารถใช้อวัยวะหมัด เท้า เข่า ศอก ได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว จึงนำไปผสมผสานกับการใช้อาวุธมีด ดาบ หอก เพื่อป้องกันตนเองและป้องกันประเทศ
....มวยไทยนั้นมีมาพร้อมกับคนไทย เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติไทยมาช้านาน ในสมัยโบราณประเทศไทยมีอาณาเขตติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ จึงมีการสู้รบกันอยู่เสมอๆ ดังนั้นชายไทยจึงนิยมฝึกมวยไทยควบคู่กับการฝึกอาวุธ ต่อมาได้วิวัฒนาการจนกลายเป็นศิลปะการต่อสู้ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากขึ้น มีลีลาการเคลื่อนไหวที่สวยงามแฝงไว้ด้วยความแข็งแกร่งดุดัน สามารถฝึกเพื่อป้องกันตนเอง เพื่อความแข็งแรงของร่างกาย และเพื่อเป็นอาชีพได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
2. มวยไทยในสมัยกรุงสุโขทัย
....สมัยกรุงสุโขทัยเริ่มประมาณ พ.ศ.1781 - 1951 รวมระยะเวลา 140 ปี หลักฐานจากศิลาจารึกกล่าวไว้ชัดเจนว่า กรุงสุโขทัยทำสงครามกับประเทศอื่นรอบด้าน จึงมีการฝึกทหารให้มีความรู้ความชำนาญในรบด้วยอาวุธ ดาบ หอก โล่ห์ รวมไปถึงการใช้อวัยวะของร่างกายเข้าช่วยในการรบระยะประชิดตัวด้วย เช่น ถีบ เตะ เข่า ศอก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรบ
....หลังเสร็จสงครามแล้ว ชายหนุ่มในสมัยกรุงสุโขทัยมักจะฝึกมวยไทยกันทุกคนเพื่อเสริมลักษณะชายชาตรี เพื่อศิลปะป้องกันตัว เพื่อเตรียมเข้ารับราชการทหารและถือเป็นประเพณีอันดีงาม ในสมัยนั้นจะฝึกมวยไทยตามสำนักที่มีชื่อเสียง เช่น สำนักสมอคอน แขวงเมืองลพบุรี นอกจากนี้ยังมีการฝึกมวยไทยตามลานวัดโดยพระภิกษุอีกด้วย วิธีฝึกหัดมวยไทยในสมัยกรุงสุโขทัย ครูมวยจะใช้กลอุบายให้ศิษย์ ตักน้ำ ตำข้าว ผ่าฟืน ว่ายน้ำ ห้อยโหนเถาวัลย์ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงและอดทนก่อนจึงเริ่มฝึกทักษะ โดยการผูกผ้าขาวม้าเป็นปมใหญ่ๆไว้กับกิ่งไม้ แล้วชกให้ถูกด้วยหมัด เท้า เข่า ศอก นอกจากนี้ยังมีการฝึกเตะกับต้นกล้วย ชกกับคู่ซ้อม ปล้ำกับคู่ซ้อม จบลงด้วยการว่ายน้ำเพื่อทำความสะอาดร่างกายและผ่อนคลายกล้ามเนื้อก่อนนอน ครูมวยจะอบรมศีลธรรมจรรยา ทบทวนทักษะมวยไทยท่าต่างๆ จากการฝึกในวันนั้นผนวกกับทักษะท่าต่างๆ ที่ฝึกก่อนหน้านี้แล้ว
....สมัยกรุงสุโขทัยมวยไทยถือว่าเป็นศาสตร์ชั้นสูงถูกบรรจุไว้ในหลักสูตรการศึกษาของกษัตริย์ เพื่อฝึกให้เป็นนักรบที่มีความกล้าหาญ มีสมรรถภาพร่างกายดีเยี่ยม เป็นกษัตริย์ที่เก่งกล้าสามารถในการปกครองประเทศต่อไป ดังความปรากฏตามพงศาวดารว่า พ่อขุนศรีอินทราทิตย์กษัตริย์กรุงสุโขทัยพระองค์แรกทรงเห็นการณ์ไกลส่งเจ้าชายร่วงองค์ที่ 2 อายุ 13 พรรษา ไปฝึกมวยไทยที่ สำนักสมอคอน แขวงเมืองลพบุรี เพื่อฝึกให้เป็นกษัตริย์ที่เก่งกล้าในอนาคต และในปี พ.ศ. 1818 - 1860 พ่อขุนรามคำแหงได้เขียนตำหรับพิชัยสงคราม ข้อความบางตอนกล่าวถึงมวยไทยด้วย นอกจากนี้พระเจ้าลิไท เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ทรงได้รับการศึกษาจากสำนักราชบัณฑิตในพระราชวังมีความรู้แตกฉานจนได้รับยกย่องว่าเป็นปราชญ์ ซึ่งสำนักราชบัณฑิตมิได้สอนวิชาการเพียงอย่างเดียว พระองค์ต้องฝึกภาคปฏิบัติควบคู่กันไปด้วย โดยเฉพาะการต่อสู้ป้องกันตัวด้วยมือเปล่าแบบมวยไทย และการใช้อาวุธ คือ ดาบ หอก มีด โล่ห์ธนู เป็นต้น

การศึกษาเพื่อพัฒนาอาชีพ


การศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพ


 การจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาอาชีพ

                        โดยจัด ส่งเสริม และพัฒนาการจัดการศึกษาอาชีพ  เพื่อ การพัฒนาความรู้ ความสามารถ 
และทักษะในการประกอบอาชีพ ของบุคคลและกลุ่มบุคคล เป็นการแก้ปัญหาการว่างงาน และส่งเสริม
ความเข็มแข็งให้กับเศรษฐกิจชุมชน
  
 

การจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาอาชีพ  มี  4  ประเภท  คือ
                        2.1 การฝึกทักษะอาชีพ โดยจัดการศึกษาด้านอาชีพหลักสูตรระยะสั้น เพื่อสนองความต้องการของผู้เรียน  
ให้มีความรู้และทักษะพื้นฐานในการอาชีพ

                        2.2 การเข้าสู่อาชีพ  เป็นการพัฒนากลุ่มเป้าหมายให้สามารถคิด  วิเคราะห์  แลกเปลี่ยนเรียนรู้  และ
พัฒนาตนเองเพื่อเข้าสู่อาชีพ

                     2.3 กลุ่มพัฒนาอาชีพ  เป็นการส่งเสริมความรู้และประสบการณ์แก่กลุ่มที่มีอาชีพประเภทเดียวกัน 
ให้สามารถพัฒนาปริมาณและ คุณภาพผลผลิตเข้าสู่การจำหน่ายมีรายได้ยิ่งขึ้น
  เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
โดยกระบวนการกลุ่ม

                      2.4 การพัฒนาด้วยเทคโนโลยี  เป็นการให้ความรู้แก่กลุ่มเป้าหมายเฉพาะที่ต้องการนำเทคโนโลยี
มาใช้ในการพัฒนาอาชีพและศักยภาพแก่ตนเองและกลุ่ม

                     การจัดการศึกษาอาชีพทั้ง  4 ประเภท เป็นกิจกรรมที่มีความสัมพันธ์ต่อเนื่องทั้งการเรียนรู้และ
การประกอบอาชีพ
 มิได้แยกจากกันโดยเด็ดขาดเช่น  เมื่อเรียนพัฒนาอาชีพ  อาจจะต้องการความรู้  
ทักษะอาชีพบางอย่างที่มีเสริมให้อาชีพ ที่ดำเนินการอย่างมีคุณค่ามากขึ้น

งานศึกษาเพื่อทักษะชีวิต



                                                

 กิจกรรมทักษะงานทักษะชีวิต
 
    ด้วยโรงเรียนด่านทับตะโกราษฎร์อุปถัมภ์ ได้รับการคัดเลือกจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้เป็นโรงเรียนนำร่องทักษะงานทักษะชีวิต พัฒนากระบวนการเรียนรู้บูรณาการแบบองค์รวม เมื่อปีการศึกษา 2556  ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อให้สอดคล้องกับหลักสูตร ได้พิจารณาความหมายของทักษะงานทักษะชีวิต ได้ดังนี้
                ทักษะงาน  คือ การลงมือทำงานต่างๆด้วยตนเอง โดยมุ่งเน้นการฝึกฝนวิธีการทำงานอย่างสม่ำเสมอ มีขั้นตอนต่างๆ ดังนี้ 1.  การวิเคราะห์งาน   2.  การวางแผนการทำงาน  3.  การลงมือทำงาน                                      4. การประเมินผลงาน  ทักษะสำคัญที่นักเรียนควรมี คือ ทักษะทางด้านคอมพิวเตอร์  ทักษะด้านการฟังและพูด  ทักษะด้านการเขียน  ทักษะด้านการแก้ปัญหา  ทักษะด้านการบริหารเวลา   มีมนุษย์สัมพันธ์เป็นเลิศ            มีความอดทน และมีทักษะด้านภาษาต่างประเทศ
                ทักษะชีวิต  เป็นความสามารถของบุคคลที่จะจัดการกับปัญหาต่างๆรอบตัวในสภาพสังคมปัจจุบัน และเตรียมพร้อมสำหรับการปรับตัวในอนาคต
                สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้กำหนดองค์ประกอบทักษะชีวิตที่สำคัญ ไว้                                                          4 องค์ประกอบ ดังนี้
                1.  การตระหนักรู้และเห็นคุณค่าในตนเองและผู้อื่น
                                การรู้จักความถนัด ความสามารถ  จุดเด่น จุดด้อยของตนเอง เข้าใจความแตกต่างของแต่ละบุคคล รู้จักตนเอง ยอมรับ เห็นคุณค่า และภาคภูมิใจในตนเองและผู้อื่น มีเป้าหมายในชีวิตและมีความรับผิดชอบต่อสังคม
                2.  การวิเคราะห์ ตัดสินใจ  และแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์
                                การแยกแยะข้อมูล ข่าวสาร ปัญหาและสถานการณ์รอบตัว วิพากษ์วิจารณ์และประเมินสถานการณ์รอบตัวด้วยหลักเหตุผลและข้อมูลที่ถูกต้อง รับรู้ปัญหา หาทางเลือกและตัดสินใจแก้ปัญหาในสถานการณ์ต่างๆอย่างสร้างสรรค์
 
                3.  การจัดการกับอารมณ์และความเครียด
                                ความเข้าใจและรู้เท่าทันภาวะอารมณ์ของบุคคล รู้สาเหตุของความเครียด รู้วิธีการควบคุมอารมณ์และความเครียด รู้วิธีผ่อนคลาย หลีกเลี่ยงและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่จะก่อให้เกิดอารมณ์ไม่พึงประสงค์ไปในทางที่ดี
                4.  การสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น
                                การเข้าใจมุมมอง อารมณ์ความรู้สึกของผู้อื่น ใช้ภาษาพูดและภาษากาย เพื่อสื่อสารความรู้สึกนึกคิดของตนเอง รับรู้ความรู้สึกนึกคิดและความต้องการของผู้อื่น วางตัวได้ถูกต้อง เหมาะสมในสถานการณ์ต่างๆ ใช้การสื่อสารที่สร้างสัมพันธ์ภาพที่ดี สร้างความร่วมมือและทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข
                จุดเน้นในการพัฒนาองค์ประกอบทักษะงานทักษะชีวิต มีดังนี้
 
ชั้น ม.1 รู้ความถนัด ความสามารถ และบุคลิกภาพของตนเอง
                รู้จักจุดเด่น จุดด้อยของตนเอง รู้เท่าทันชีวิต และสังคมที่เปลี่ยนแปลง และจัดการความขัดแย้งต่างๆอย่างเหมาะสม
ชั้น ม .2  ทำงานร่วมกับผู้อื่นบนพื้นฐานความเป็นประชาธิปไตย และมีจิตอาสาช่วยเหลือสังคม
                กล้าแสดงความคิดเห็น ยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น ใช้การสื่อสารเชิงบวก ที่สร้างความสัมพันธ์                ที่ดี คลายเครียดด้วยวิธีการสร้างสรรค์ มีจิตอาสาช่วยเหลือสังคม
ชั้น ม .3  มีทักษะในการแสวงหาและใช้ข้อมูลให้เป็นประโยชน์กับตนเอง รู้จักสร้างความสุขให้กับตนเองและผู้อื่น
                มีทักษะในการแสวงหาและใช้ข้อมูลจากแหล่งเรียนรู้ แล้วนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ มีวิธีการสร้างความสุขให้กับตนเองและผู้อื่น
ชั้น ม .4  มีทักษะการกำหนดเป้าหมายและทิศทางการดำเนินชีวิตสู่ความสำเร็จ
                กำหนดทิศทางและวางแผนการดำเนินชีวิต  ปฏิบัติตนตามทิศทางเพื่อไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมาย
ชั้น ม. 5  วางตัวและกำหนดท่าทีได้เหมาะสมกับกับบุคคลและสถานการณ์ ทางความคิด
                วางตัวได้เหมาะสมกับบุคคล กาลเทศะ และสถานการณ์ที่มีความยืดหยุ่นทางความคิด
ชั้น ม. 6  ประเมินและสร้างข้อสรุปบทเรียนชีวิตของตนเอง
                ประเมินและสรุปผลการกระทำ ประสบการณ์ที่ดีของตนเองและผู้อื่น เป็นบทเรียนในชีวิตของตนเองและเป็นแนวทางการใช้ทักษะชีวิตในอนาคต
 
                โรงเรียนด่านทับตะโกราษฎร์อุปถัมภ์จัดชั่วโมงเรียนให้กับนักเรียน ดังนี้  ชั่วโมงสุดท้ายของ                 วันจันทร์  อังคาร และวันพุธ เป็นชั่วโมงแลกเปลี่ยน ครูทุกคนมีบทบาทเป็นครูพ่อ ครูแม่ มีหน้าที่ฝึกอบรมทักษะในการศึกษาค้นคว้าแบบบูรณาการ การวางแผนการทำงาน การนำเสนอผลงานและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้  ระดับชั้นม.1- ม.6  มีจำนวนทั้งสิ้น  29 กลุ่ม มีชื่อเรียกกลุ่มต่างๆ อาทิเช่น กลุ่ม Minus ลบ                     กลุ่ม Gerbera  กลุ่มการเวก  กลุ่ม แรด  กลุ่มพระราม กลุ่ม สีดา เป็นต้น
              วันพฤหัส ตั้งแต่ชั่วโมงที่ 5-8  เป็นชั่วโมงเรียนรู้  ครูทุกคนจะมีบทบาทเป็นวิทยากร จัดกิจกรรมต่างๆตามความถนัด ความสนใจของครูทุกคน ทุกกลุ่มสาระ นักเรียนชั้น ม.1- 4 จะเลือกเรียนตามความถนัดและความสนใจของตนเอง มีทั้งสิ้น 31 กิจกรรม อาทิเช่น  กิจกรรมสนทนาภาษาอังกฤษ  อารยธรรมจีน คณิตพาเพลิน  English is Fun    Star World  ดนตรีไทย  ตะกร้อ  ดนตรีสากล เพลงคุณธรรม ขนมไทย  อาหารในวรรณคดี  โอริงามิ  กลองยาว  แดนซ์เซอร์  เป็นต้น
ส่วนนักเรียนชั้น ม.5 - ม.6 จะทำโครงงานเกี่ยวกับ เศรษฐกิจพอเพียง ศิลปวัฒนธรรม  หรือสิ่งแวดล้อม มีทั้งสิ้น 15 โครงงาน อาทิเช่น  โครงงาน สืบสานตำนานกลองยาว  โครงงานน้ำส้มควันไม้ โครงงานCatfish ภารกิจพิชิตใจ    โครงงานร้านค้าพารวย  โครงงานไข่ทองคำ  โครงงานคืนกล้วยไม้สู่ป่าโรงเรียน โครงงานผักต้มยำผักทำแกง  โครงงานไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้ โครงงานมะนาวหวาน โครงงานพืชผักสวนครัว  โครงงานทิพย์ดุริยางค์   เป็นต้น
               
การประเมินกิจกรรมทักษะงานทักษะชีวิต
                เป็นการประเมินพฤติกรรมผู้เรียนเป็นรายบุคคล เพื่อพัฒนาผู้เรียนแต่ละคนให้มีพัฒนาการที่ดีตรงตามความต้องการของท้องถิ่นและสังคมโดย การประเมินความสามารถหรือแนวทางในการเผชิญสถานการณ์ต่างๆของผู้เรียนด้วยวิธีการสังเกต การแก้ปัญหาในสถานการณ์ที่กำหนดให้และวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลง ความคิด ความเชื่อ การรู้คิด และภูมิคุ้มกันทางปัญญา จากการสะท้อนความคิด และการแสดงพฤติกรรมต่อเนื่องหลังการเรียนรู้ ฯลฯ ซึ่งผู้ประเมินอาจเป็นครู เพื่อน ผู้ปกครองหรือผู้เรียนเป็นผู้ประเมินตนเอง



กพช


ส่วนราชการ  ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภองาว

 ที่ ศธ 0210.6703 / 2493     วันที่     13      เดือน   ตุลาคม    พ.ศ.  2557

 เรื่อง      รายงานผลการจัดกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิตโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ กศน.ตำบล

 .................................................................................................................................................................................

 เรียน  ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภองาว

             ตามที่ นักศึกษา กศน.ตำบล ได้เสนอโครงการภาคปฏิบัติกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อพัฒนาสังคมและชุมชน(กพช.3) โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ กศน.ตำบล  ระหว่างวันที่   4 -  11  สิงหาคม  พ.ศ.2557

ณ กศน.ตำบลบ้านอ้อน กศน.ตำบลนาแก กศน.ตำบลบ้านหวด กศน.ตำบลบ้านแหง กศน.ตำบลปงเตา กศน.ตำบลหลวงเหนือ และกศน.ตำบลหลวงใต้ นั้น

   

            งานการศึกษาขั้นพื้นฐาน ขอรายงานผลการจัดโครงการภาคปฏิบัติกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อพัฒนาสังคมและชุมชน(กพช.3)” โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ กศน.ตำบลกศน.ตำบล” ตามเอกสารดังแนบมาพร้อมหนังสือนี้

 

            จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา

 

                                                        (นางสุรภี  มะณีนะ)

                                                ครูอาสาฯ งานการศึกษาขั้นพื้นฐาน